ช่วงนี้มีวันหยุดหลายวัน ถ้าจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่มีเรื่องราวก็ดูจะเป็นการเพิกเฉยต่อโอกาสงามๆ ที่ผ่านเข้ามา เหมือนเด็กน้อยที่เดินข้ามบัตรผ่านเข้าสวนสนุกที่วางอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย การสร้างเรื่องราวของฉันคือการเพิ่มเติมประสบการณ์ให้กับชีวิต บางเรื่องอาจดูไม่สำคัญและเล็กน้อย แต่มันก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ้อนไว้ให้เราได้เอามาใช้แบบไม่ตั้งใจในเวลาข้างหน้า...ตั้งใจกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเรียนหนัก หรือยุ่งแค่ไหนก็ต้องหาเวลาเติมรายละเอียดให้กับชีวิตบ้าง (สรุปง่ายๆ คือ ยังไงก็ต้องเที่ยว แล้วจะพูดทำไมตั้งหลายบรรทัด)
พึมพำมาพอสมควร ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม่เวลาจะเล่าเรื่องอะไรต้องเกริ่นซะยืดยาว(นี่ก็ยังไม่เข้าเรื่อง)
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า
หลังจากที่เมื่อคืนนั่งวางแผนการเดินทางจนดึก(จิงจิีง) ทำให้วันนี้ตื่นสาย ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน ก็เลยยกเลิกแผนที่วางไว้ทั้งหมด แล้วตัดสินใจว่าไปเท่าที่จะไปได้ก็แล้วกัน จุดหมายแรกเลือกก็คือ วัดเกตการาม
วันนี้แดดดีฟ้าใส ส่งผลดีกับการถ่ายภาพ(ด้วยกล้องตัวน้อยๆ ของฉัน) แต่ไม่ส่งผลดีกับผิวหน้า(ขอสวยนิดนึง)
วัดเกตการาม ตั้งอยู่แถวๆ ริมปิง ใกล้กับสะพานนครพิงค์ ต้องสังเกตดีๆ นะ
เมื่อขับรถเข้ามาในบริเวณวัด ก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็น รู้สึกหายเนื่อยขึ้นมาเลยทีดียว
หาที่ทางจอดรถเรียบร้อยก็ตรงดิ่งเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ เพราะตามข้อมูลบอกว่า ที่นี่จะปิดเวลา 16.00 น. แต่ความจริงแล้ว ที่นี่จะปิดตามเวลาของคนเฝ้าตะหาก ...
ที่นี่รวบรวมของเก่าไว้มากมาย เช่น ภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน และผ้าทอโบราณ
...
รับรองว่าคนที่รักของเก่าต้องยิ้มหน้าบานตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป (ของฉันมันบานอยู่แล้ว)
...
ข้าวของเหล่านี้เป็นผลมาจากความตั้งใจของคุณปิ่น บุตรี ที่อยากจะรวบรวมสมบัติเดิมของวัดเอาไว้ ร่วมกับของที่ชาวบ้านที่มีจืตศรัทธานำมาบริจาค ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชน
...เดินชมข้าวของจนทั่วพิพิธภัณฑืแล้ว ก็อยากจะได้ความรู้ไว้ประดับประดาตัวสักหน่อย ก็เลยมองหาคนเฝ้าพิพิธภัณฑ์ มองซ้ายมองขวา มองไปรอบๆ แล้วก็เจอแค่คุณลุงสองท่าน
คนหนึ่งกำลังอธิบายและบอกเล่าเรื่องราวให้กับนักท่องเที่ยวฟังอย่างออกรสชาติ ซึ่งลุงแกยืนพูดอยู่แบบนั้นตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาแล้ว ถึงตอนนี้ก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้
ถ้าไปรอต่อคิวก็ดูจะโหดร้ายเกินไปเพราะที่แกเล่าอยู่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ จะให้เล่าแบบเดิมอีกรอบแกคงลมจับแน่ๆ
ส่วนคุณลุงคนที่สอง ก็กำลังตั้งอกตั้งใจนั่งดูถ่ายทอดสดมวยไทย แบบไม่กะพริบตา...จริงๆ นะ ฉันสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แกเล่นนั่งจ้องโทรทัศน์ไม่สนใจอะไรเลย อาจเป็นเพราะมวยกำลังสนุก หรือลุงแกกลัวว่าจะหันมาเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนจ้องแกด้วยสายตาอ้อนวอน และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยอยู่...ก็ไม่รู้
เดินวนไปมาระหว่างคุณลุงทั้งสองท่านอยู่สักพัก แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม
...ได้เวลาตัดใจ
เอาไว้โอกาสหน้าจะเอาเสื่อเอาหมอนมานอนฟังคุณลุง(คนแรก)เล่าตั้งแต่ต้นจนจบก็แล้วกันนะคะ
หวังว่าวันนั้นจะไม่มีการถ่ายทอดสดมวยไทยนะคะคุณลุง(คนที่สอง)
...ออกจากพิพิธภัณฑ์
จะเจออุโบสถที่สวยงาม ด้านในก็ก็ดูสงบร่มเย็น ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปเพราะในนั้นเงียบจริงๆ ทั้งที่มีคนอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี กราบพระประธานแล้วก็รีบออกมา เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนคนที่อยู่ข้างในถ้าจะถ่ายภาพ
ที่อยู่ตรงใกล้กันกับอุโบสถก็คือ พระธาตุเจดีย์
ตามข้อมูลบอกว่าเป็นพระธาตุของคนที่เกิดปีจอ อยากรู้จังว่าเขาแบ่งแยกยังไง ว่าคนที่เกิดปีไหนต้องไปสักการะบูชาพระธาตุอะไร
ตั้งใจว่าจะขึ้นไปไหว้สักหน่อย แต่ดันติดป้ายไว้ว่า "ห้ามผู้หญิงขึ้น"
ติดกับพระธาตุเป็นอาคารไม้โบราณสวยดี มีกระจกบานใหญ่ตั้งไว้ด้านหน้าก็เลยมีคนมาถ่ายรูปกันมากพอควร อาศัยจังหวะที่เขาผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปถ่ายรูปกับอาคาร เล็งกดชัตเตอร์มาได้ไม่กี่รูป
อยากเดินเข้าไปใกล้กว่านี้แต่ก็ไม่อยากแย่งยึดกับชาวประชาผู้บ้ากล้อง ก็เลยเปลี่ยนจากชมอาคารเป็นชมผู้คนที่เดินมาถ่ายรูปกับอาคารแทน ต่างคนก็ต่างท่าทางดูแล้วทำให้คิดย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า ถ้าเป็นเราทำท่าทางแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ... จะตลกดี ตลกมาก หรือตลกสุดๆ
มีป้ายเขียนบอกอธิบายแปะไว้บนอาคาร สีเด่นสะดุดตา ข้อความบนป้ายไม่ยาวแต่อ่านแล้วแอบขำเล็กๆ เพราะตอนแรกที่เห็นลักษณะอาคารคิดว่าจะเป็นศิลปะผสมแค่สองชาติ คือ ไทย กับ ฝรั่ง แต่กลายเป็นหลายชาติมากๆ
...ตอนนี้แดดเริ่มแรง คนก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าคงได้เวลากลับ แม้ว่าจะยังเดินไม่ทั่วก็เถอะ เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า เพราะยังไงก็ต้องมาคุยกับคุณลุงคนเฝ้าพิพิธภัณฑ์(ให้ได้)อยู่ดี วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า...ได้เวลาแว้นๆๆ