longwrite View my profile

จน...แต่รวยน้ำใจ

posted on 11 Nov 2010 22:58 by primprapa
 

31 ต.ค. 2553 เดินกล่องบริจาค

ณ ถนนคนเดิน ประตูท่าแพ เชียงใหม่

 

 

 

จากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานที่ผ่านมา

ทำให้พี่น้องเราชาวจังหวัดนครราชสีมา

ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เกิดความคิดที่อยากจะช่วยบ้านเกิด

ด้วยการเดินกล่องรับบริจาคเงิน

เพื่อนำไปสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 

 

วันนี้เรานัดกันไปเดินขอรับบริจาคที่ถนนคนเดิน

ในขณะที่พวกเรากำลังเด๋อด๋า มองหาทำเล

และรอขอนุญาตจากเจ้าของสถานที่อยู่นั้น

 

มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเรา

ยังไม่ทันจะพูดอะไร ก็เห็นผู้ชายอีกคนยืนอยู่ข้างหลังเธอ

 

ชายคนนั้นก้าวออกมา มือข้างหนึ่งของเขาเกาะบนไหล่ของผู้หญิง

มืออีกข้างหนึ่ง ถือเงิน และพยายามที่จะหย่อนเงินลงไปในกล่องรับบริจาค

 

ภาพที่เห็นสะเทือนและสะท้อนใจเรามาก

เพราะชายคนนั้นตาบอด...

 

 

ชายตาบอดที่ปกติ เราจะเห็นเขานั่งร้องเพลง

เพื่อแลกกับเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ จากคนที่มาเดินเที่ยวถนนท่าแพ

 

 

มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับพวกเราพร้อมกับใบหน้าที่ปนยิ้ม

แสดงออกถึงความยินดีและเต็มใจที่จะช่วยเหลือ

 

 

แม้เงินนั้นมันอาจไม่ได้มากมายอะไรสำหรับคนปกติอย่างเราๆ

แต่สำหรับคนพิการที่หาเช้ากินค่ำ เงินจำนวนนั้นอาจหมายถึง ข้าว หนึ่งหรือสองมื้อ

 

 

เขายินดีเสียสละให้กับพวกเรา โดยที่พวกเราไม่ต้องร้องขอ

 

 

ต่างจากคนปกติ...ที่เดินผ่านไปผ่านมา

บางคน ก็ไม่สนใจในสิ่งที่พวกเราพูด

บางคน ก็เดินเลี่ยงออกไป

(พ่อค้าแม่ค้า)บางคน ก็ขอร้องให้เราย้ายไปขอรับบริจาคที่อื่น

เพราะเห็นว่าบังหน้าร้านบ้าง ขวางทางบ้าง

 

 

พูดแบบนี้ ไม่ได้ต้องการจะดูถูกน้ำใจกันหรอกนะคะ

เพราะว่าวันนั้นจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคมา

ก็มากกว่าที่เราคิดเอาไว้

แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังมีน้ำใจคิดช่วยเหลือคนไทยด้วยกันอยู่ 

 

เราเข้าใจนะ...สมัยนี้ข้าวยากหมากแพง อะไรๆ ก็เป็นเงินเป็นทอง

ความจำเป็นและเหตุผลในการดำเนินชีวิตของคนแต่ละคนนั้นต่างกัน

 

 

เราไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร

เพียงแต่อยากยกย่องน้ำใจของ ชายตาบอด เท่านั้นเอง 

 

 

 

 

เรื่องบางที...

posted on 09 Feb 2010 22:01 by primprapa

บางที...มันก็เหนื่อย

 

บางที...มันก็ท้อ

 

บางที...มันก็ล้า

 

บางที...มันก็ยาก

 

บางที่...มันก็ยุ่ง

 

บางที...มันก็สุข

 

บางที...มันก็เศร้า

 

บางที...มันก็เริงร่า

 

บางที...มันก็โรยรา

 

บางที่...มันก็ยิ้ม

 

บางที...มันก็หัวเราะ

 

บางที...มันก็เบื่อ

 

บางที...มันก็ชอบ

 

บางที...มันก็ตื่นเต้น

 

บางที...มันก็ชินชา

 

บางที...มันก็โมโห

 

บางที...มันก็รัก

 

บางที...มันก็ชัง

 

บางที...มันก็ว่างเปล่า

 

 

บางที...มันก็แค่"บางที"

 

.................................................................

Photo:เก็บตกงานรับปริญญา53

posted on 24 Jan 2010 21:15 by primprapa

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ...ใช่!!   มันเป็นวันอาทิตย์สุดน่าเบื่อ

อากาศร้อนมากทำไห้ไม่เป็นอันทำอะไรเลย

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้วเป็นงานรับปริญญาของพี่บัณฑิตรุ่น 44

ก็เหมือนเดิมค่ะ เหนื่อยกันทั้งพี่ทั้งน้อง

แต่อารมณ์ต่างกัน ....

ถ้าเป็นพี่ : "เหนื่อยแค่ไหนฉันก็ยอม ก็วันนี้มันวันของฉันนี่นา ต้องสวยเริ่ดทุกสถานการณ์"

 

ถ้าเป็นน้องนี่จะมีหลายอารมณ์

1--> เมื่อไหร่จะถึงคราวฉันบ้าง(*-*) (ตาเป็นประกาย..วิ๊งๆ)

2--> ได้เลยพี่หนูพร้อมเข้ากล้องทุกสถานการณ์!!! (บ้ากล้องค่ะ)

3--> จะปลุกกูมาวิ่งแต่เช้าเพื่อ...!!! ง่วงก็ง่วง ตอนบ่ายยังพากูวิ่งไปดมฝุ่นตอนพวกมึงบูมอีก ทั้งๆ ที่ปีนี้พี่กูไม่จบ ให้กูมาเพื่อ...!!!(อันนี้เป็นอารมณ์ของนักศึกษาบางคณะบางคน โปรดใช้วิจารณญานในการตัดสิน 555)

4--> เย้ๆๆ อาทิตย์นี้กินฟรีทั้งอาทิตย์ พี่บัณฑิตใจดี ^-^

5--> ฮิ้ว!! อาทิตย์นี้เมาฟรีทุกวัน พี่กูไม่จบต้องปลอบใจกันหน่อย...เอ้า!!ชนแก้ว..!! (บางคณะเช่นกัน ...อิอิ)

 

 

 

ก็ว่ากันไปแล้วแต่ใครจะคิดแบบไหน ที่พูดไปไม่ได้หมายถึงทุกคนนะคะ บางคนก็ไม่ได้คิดและเป็นอย่างที่ว่าหรอกค่ะ^-^

 

 

 

 

 

วันนี้ว่าง(มั้ง)จากการอ่านหนังสือ

ก็เลยขับรถเล่นรอบ ม. ชื่นชมผักชีที่ ม.ปลูกไว้ให้บัณฑิตมาสร้างภาพกัน(take a photo)

ปล.ขออนุญาตปรับสีให้มันเป็นแบบ crossprocess นะคะ ชอบค่ะ เอิ๊กๆ

 

 

ดอกทองกวาว ดออกไม้ประจำมหาวิทยาลัย

 

 

 

 

ดอกอะไรไม่รู้ แต่เห็นว่าแปลกตาดี ปีที่แล้วไม่เห็นมีก็เลยถ่ายมา

 

 

 

 

 

 

 

พี่บัณฑิตมาเก็บตก

 

 

 

แสงสวยกำลังดี

 

 

 

ไม่ค่อยมีโอกาสมาเดินหน้า ม. แถวนี้เลย 

 

 

 

ทางเข้าหน้า ม.สีสันสดใสมาก

 

ทางเดินด้านข้างทางเข้าหน้า ม. สวยดี เพิ่งจะเห็น

 

 

 

ดอกไม้เยอะเว่อร์

 

 

ฟ้าโปร่ง แดดเปรี้ยง

 

 

ดอกทองกวาวที่ร่วงหล่นลาต้นไป ก็เหมือนนักศึกษาที่จบไปแต่รุ่น

 

ขออีกทีเถอะ ชอบทางเดินนี้จริงๆ

 

 

ดอกแด๊งแดง

 

พวงแสดเจอแดดแรง แจ่มมาก

 

 

พวกแสดหน้าหอหญิง 1 ออกดอกซะจนแทบมองไม่เห็นใบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หอหญิง8 สวยเหมือนเคย

 

 

มีลูกเล่นเพิ่มเข้ามาตามกระแส ที่ที่เขาชอบปายถ่ายรูปกับหลักกิโลฯ กัน

 

 

 

อีกทีสีมันทื่มตา แหะๆ

 

 

ดอกไม้เนียน ตอนแรกคิดว่าของจริง

 

 

ดูๆ ไปดอกไม้ก็ไม่ได้ต่างจากปีที่แล้วเลย หวังว่าปีหน้าจะมีอะไรแปลกใหม่บ้างนะ ...สาธุ!!

 

 

 

 

Trip:วัดเกตการาม

posted on 04 Jan 2010 02:11 by primprapa

 

ช่วงนี้มีวันหยุดหลายวัน ถ้าจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่มีเรื่องราวก็ดูจะเป็นการเพิกเฉยต่อโอกาสงามๆ ที่ผ่านเข้ามา เหมือนเด็กน้อยที่เดินข้ามบัตรผ่านเข้าสวนสนุกที่วางอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย การสร้างเรื่องราวของฉันคือการเพิ่มเติมประสบการณ์ให้กับชีวิต บางเรื่องอาจดูไม่สำคัญและเล็กน้อย แต่มันก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ้อนไว้ให้เราได้เอามาใช้แบบไม่ตั้งใจในเวลาข้างหน้า...ตั้งใจกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเรียนหนัก หรือยุ่งแค่ไหนก็ต้องหาเวลาเติมรายละเอียดให้กับชีวิตบ้าง (สรุปง่ายๆ คือ ยังไงก็ต้องเที่ยว แล้วจะพูดทำไมตั้งหลายบรรทัด)

 

พึมพำมาพอสมควร ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม่เวลาจะเล่าเรื่องอะไรต้องเกริ่นซะยืดยาว(นี่ก็ยังไม่เข้าเรื่อง)

 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

หลังจากที่เมื่อคืนนั่งวางแผนการเดินทางจนดึก(จิงจิีง) ทำให้วันนี้ตื่นสาย ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน ก็เลยยกเลิกแผนที่วางไว้ทั้งหมด แล้วตัดสินใจว่าไปเท่าที่จะไปได้ก็แล้วกัน จุดหมายแรกเลือกก็คือ วัดเกตการาม

 

วันนี้แดดดีฟ้าใส ส่งผลดีกับการถ่ายภาพ(ด้วยกล้องตัวน้อยๆ ของฉัน) แต่ไม่ส่งผลดีกับผิวหน้า(ขอสวยนิดนึง)

 

วัดเกตการาม ตั้งอยู่แถวๆ ริมปิง ใกล้กับสะพานนครพิงค์ ต้องสังเกตดีๆ นะ

เมื่อขับรถเข้ามาในบริเวณวัด ก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็น รู้สึกหายเนื่อยขึ้นมาเลยทีดียว

หาที่ทางจอดรถเรียบร้อยก็ตรงดิ่งเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ เพราะตามข้อมูลบอกว่า ที่นี่จะปิดเวลา 16.00 น. แต่ความจริงแล้ว ที่นี่จะปิดตามเวลาของคนเฝ้าตะหาก ...

 

 

ที่นี่รวบรวมของเก่าไว้มากมาย เช่น ภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน และผ้าทอโบราณ

 

 

 
...
รับรองว่าคนที่รักของเก่าต้องยิ้มหน้าบานตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป (ของฉันมันบานอยู่แล้ว)
 ...

 

ข้าวของเหล่านี้เป็นผลมาจากความตั้งใจของคุณปิ่น บุตรี ที่อยากจะรวบรวมสมบัติเดิมของวัดเอาไว้ ร่วมกับของที่ชาวบ้านที่มีจืตศรัทธานำมาบริจาค ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชน

 

 

 

...เดินชมข้าวของจนทั่วพิพิธภัณฑืแล้ว ก็อยากจะได้ความรู้ไว้ประดับประดาตัวสักหน่อย ก็เลยมองหาคนเฝ้าพิพิธภัณฑ์ มองซ้ายมองขวา มองไปรอบๆ แล้วก็เจอแค่คุณลุงสองท่าน

คนหนึ่งกำลังอธิบายและบอกเล่าเรื่องราวให้กับนักท่องเที่ยวฟังอย่างออกรสชาติ ซึ่งลุงแกยืนพูดอยู่แบบนั้นตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาแล้ว ถึงตอนนี้ก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้

ถ้าไปรอต่อคิวก็ดูจะโหดร้ายเกินไปเพราะที่แกเล่าอยู่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ จะให้เล่าแบบเดิมอีกรอบแกคงลมจับแน่ๆ

 

 

ส่วนคุณลุงคนที่สอง ก็กำลังตั้งอกตั้งใจนั่งดูถ่ายทอดสดมวยไทย แบบไม่กะพริบตา...จริงๆ นะ ฉันสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แกเล่นนั่งจ้องโทรทัศน์ไม่สนใจอะไรเลย อาจเป็นเพราะมวยกำลังสนุก หรือลุงแกกลัวว่าจะหันมาเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนจ้องแกด้วยสายตาอ้อนวอน และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยอยู่...ก็ไม่รู้

 

เดินวนไปมาระหว่างคุณลุงทั้งสองท่านอยู่สักพัก แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม

...ได้เวลาตัดใจ

เอาไว้โอกาสหน้าจะเอาเสื่อเอาหมอนมานอนฟังคุณลุง(คนแรก)เล่าตั้งแต่ต้นจนจบก็แล้วกันนะคะ

หวังว่าวันนั้นจะไม่มีการถ่ายทอดสดมวยไทยนะคะคุณลุง(คนที่สอง)

 

...ออกจากพิพิธภัณฑ์

 จะเจออุโบสถที่สวยงาม ด้านในก็ก็ดูสงบร่มเย็น ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปเพราะในนั้นเงียบจริงๆ ทั้งที่มีคนอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี กราบพระประธานแล้วก็รีบออกมา เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนคนที่อยู่ข้างในถ้าจะถ่ายภาพ

 

 

 ที่อยู่ตรงใกล้กันกับอุโบสถก็คือ พระธาตุเจดีย์

ตามข้อมูลบอกว่าเป็นพระธาตุของคนที่เกิดปีจอ อยากรู้จังว่าเขาแบ่งแยกยังไง ว่าคนที่เกิดปีไหนต้องไปสักการะบูชาพระธาตุอะไร

ตั้งใจว่าจะขึ้นไปไหว้สักหน่อย แต่ดันติดป้ายไว้ว่า "ห้ามผู้หญิงขึ้น"

ติดกับพระธาตุเป็นอาคารไม้โบราณสวยดี มีกระจกบานใหญ่ตั้งไว้ด้านหน้าก็เลยมีคนมาถ่ายรูปกันมากพอควร อาศัยจังหวะที่เขาผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปถ่ายรูปกับอาคาร เล็งกดชัตเตอร์มาได้ไม่กี่รูป 

 

 

 

อยากเดินเข้าไปใกล้กว่านี้แต่ก็ไม่อยากแย่งยึดกับชาวประชาผู้บ้ากล้อง ก็เลยเปลี่ยนจากชมอาคารเป็นชมผู้คนที่เดินมาถ่ายรูปกับอาคารแทน ต่างคนก็ต่างท่าทางดูแล้วทำให้คิดย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า ถ้าเป็นเราทำท่าทางแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ... จะตลกดี ตลกมาก หรือตลกสุดๆ 

 

 

มีป้ายเขียนบอกอธิบายแปะไว้บนอาคาร สีเด่นสะดุดตา ข้อความบนป้ายไม่ยาวแต่อ่านแล้วแอบขำเล็กๆ เพราะตอนแรกที่เห็นลักษณะอาคารคิดว่าจะเป็นศิลปะผสมแค่สองชาติ คือ ไทย กับ ฝรั่ง แต่กลายเป็นหลายชาติมากๆ

 

 

 

...ตอนนี้แดดเริ่มแรง คนก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าคงได้เวลากลับ แม้ว่าจะยังเดินไม่ทั่วก็เถอะ เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า เพราะยังไงก็ต้องมาคุยกับคุณลุงคนเฝ้าพิพิธภัณฑ์(ให้ได้)อยู่ดี วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า...ได้เวลาแว้นๆๆ

How to: มะม่วงกวน...ยวนใจ

posted on 24 May 2009 09:24 by primprapa

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เดือดร้อนกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็นใครหรือทำอาชีพอะไร แต่ที่น่าเห็นใจที่สุดก็คงจะเป็นเกษตรกรชาวสวนชาวไร่ ที่ตอนนี้มีผลผลิตออกมามากมายแต่ก็ขายแทบไม่ได้ เพราะพิษเศรษฐกิจ ทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง เห็นตามข่าวในทีวีว่าบรรดาเจ้าของสวนผลไม้ต่างงัดวิธีสารพัดออกมา ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อให้ตัวเองขายได้ เพราะยิ่งนานวันผลไม้ที่มีก็จะเสียหายขายไม่ได้ สู้ยอมขาดทุนดีกว่าไม่ได้อะไรเลย บ้านของฉันเองก็มีสวนผลไม้ เป็นสวนมะม่วงที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นตายาย ก็เลยต้องสืบทอดและทำกันต่อไป แต่ก็เป็นเพียงอาชีพเสริมของครอบครัว ไม่ใช่อาชีพหลัก

 

สมัยนี้ไม่เหมือนก่อน มะม่วงกลายเป็นผลไม้สามัญประจำบ้าน ใครก็นิยมปลูกไว้ในบ้าน อย่างน้อยก็ต้นสองต้น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการขาย เอาไปแจกดีกว่าเพราะคนไทยยังไงก็ชอบของฟรี แต่กระนั้นปริมาณมะม่วงที่มีก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ยังคงมากมายก่ายกองจนกินไม่ทัน เลยต้องหาวิธีแปรรูปไว้ให้กินได้นานๆ วิธีนั้นก็คือ การนำไปกวน เรียกว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของที่บ้านเลยก็ได้ หลังสงกรานต์เมื่อไหร่ต้องทำมะม่วงกวนกัน วิธีทำนั้นก็แสนง่าย(แบบบ้านๆ)

...เริ่มจากการนำมะม่วงที่สุกงอมจนเต็มที่แล้ว

มาปอกเปลือกและสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นให้ละเอียดอีกที

 

...จากนั้นก็นำไปตั้งไฟกวน จนน้ำมะม่วงสุกและเข้มข้น

 

...แล้วก็นำไปตาก โดยเทมะม่วงกวนที่ได้ลงบน

ถาดหรือภาชนะพื้นแบนๆ โดยให้มีความหนา

ประมาณอย่ามากเกินไป ก่อนเทต้องหาถุง

พลาสติกใบใหญ่ๆ มารองก่อน เพื่อความสะดวก

เวลาที่ลอกออกมา

 

...ตากแดดสักสองสามวันหรือมากกว่านั้นจน

มะม่วงกวนแห้งสนิท จึงนำมาตัดเป็นแผ่นเล็กๆ

หรือสามารถดัดแปลงเป็นรูปแบบอื่นก็ได้ เช่น ทำเป็นแบบท็อฟฟี่ แต่แบบนี้ มะม่วงกวนต้องไม่แห้งจนแข็งเพราะจะปั้นเป็นก้อนไม่ได้

 

 

 

 

 

 

PS.

- เย้! ดีใจๆ เป็นเรื่องแรกที่ publish แนะนำด้วยนะคะ...เรื่องอื่นๆ ก็รอต่อไป

- น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่รูปภาพประกอบ แต่คิดว่าคงพอนึกภาพออก เอาไว้คราวหน้าจะพยายามหามาให้ครบนะคะ

edit @ 24 May 2009 10:35:58 by longwrite

edit @ 24 May 2009 10:37:15 by longwrite

edit @ 24 May 2009 10:38:40 by longwrite

edit @ 24 May 2009 10:40:04 by longwrite

edit @ 24 May 2009 10:40:55 by longwrite